ก่อนสงคราม infinity war จะเริ่ม ย้อนดู Marvel ต่อย DC กระเด็น

1-dc

ในยุค 90 หากให้เอ่ยถึง Heros ในดวงใจคำตอบมากกว่า 80%จากคนทั่วโลกคือ Batman, Superman ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของฝั่ง DC COMICS

แต่มาในยุค 2000 เหล่า Superheros ของทาง Marvel กลับครองเรตติ้งกลายเป็นขวัญใจมหาชนทั่วโลกทั้ง iron man,Captain america, Thor หรือแม้แต่ดาวรุ่งผิวสีอย่าง Black panther โดยหนังแต่ละเรื่องของ Marvel สร้างรายได้จากการขายตั๋วภาพยนตร์ถล่มทลาย

                      อะไรคือความล้มเหลวของ DC COMICS แล้วอะไรคือความสำเร็จของ Marvel ในธุรกิจ

ภาพยนตร์

Iron man ผู้พลิกชะตา Hero ทุกชีวิตของ Marvel

จริงๆ แล้วในอดีต Marvel ทำธุรกิจหลักคือขายลิขสิทธิ์ Heros ให้แก่ค่ายหนังทั่วโลกนำไปสร้างภาพยนตร์ แต่ส่วนใหญ่รายได้กลับ “ร่วง” ไม่เป็นอย่างที่คิดทั้ง Elektra, The Punisher, Dare Devil แต่นั้นก็ไม่ได้สร้างแรงกดดันให้กับทาง Marvel

เพราะเวลานั้น Marvel ขายสิทธิ์คาแรคเตอร์ Heros เงินเข้ากระเป๋าสบายๆ ไม่ต้องเสี่ยงลงทุนมหาศาลบนแผ่นฟิล์ม แล้วต้องมานั่งลุ้นรายได้จากการขายตั๋วหนังทั่วโลก

แต่ความสบายนั้นก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป เพราะในขณะที่ไอ้แมงมุม Spider-Man ภาค 1 และ 2 ทำรายได้รวมกันเกือบๆ 99,000 ล้านบาท แต่ Marvel กลับได้ค่าลิขสิทธิ์แค่ 2,000 ล้านบาท

ความคิดของทีมผู้บริหาร Marvel เลยมองว่าจะให้คนอื่นมากอบโกยรากฐานไอเดียที่ตัวเองสร้างมากับมือคงไม่ใช่การทำธุรกิจที่ฉลาดนัก ทำไมเราไม่สร้างภาพยนตร์ Hero ด้วยมือตัวเอง 

แต่…ช่วงนั้น Marvel ประสบปัญหาขาดทุนจากธุรกิจขายโมเดลตัวการ์ตูน ทำให้ต้องกู้เงินจากธนาคารเพื่อมาทำหนังเรื่องแรกของตัวเองอย่าง Iron man ในปี 2008

แต่ชื่อชั้นของ Marvel ตอนนั้นไม่อาจดึงพระเอกระดับท้อปของฮอลลีวูดทั้ง คีนู รีฟ,นิโคลัส เคจ, ต่างส่ายหน้าปฎิเสธบท “โทนี่ สตาร์ค” พระเอกในหนัง Iron man

จะมีแต่ “โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์” พระเอกที่ไม่มีใครเอาเพราะมีประวัติเสพยา,ถูกจับเข้าคุก,มารับบทนี้ จากนั้น Iron man ก็ทำรายได้เกินคาดชนิดที่ Marvel เองยังตะลึงกับความสำเร็จในครั้งนี้

ลงทุนสร้างหนังไป 4,600 ล้านบาทแต่รายได้กลับมาถึง 19,500 ล้านบาท และปรากฎการณ์นี้เอง ที่ไม่พลาดสายตา วอลต์ดิสนีย์ ที่ต้องควักเงิน 137,000 ล้านบาทแบบไม่ต้องคิดเยอะ เพื่อซื้อกิจการของ Marvel 

การมียักษ์ใหญ่อย่าง วอลต์ดิสนีย์ ค่อยสนับสนุนทั้งเงินทุนและเครือข่ายในธุรกิจภาพยนตร์ที่สามารถเผยแพร่ได้หลากหลายแพลตฟอร์ม นับตั้งแต่นั้นมาพลังของ Hero ฝั่งของ Marvel ก็แซงหน้า DC COMICS อย่างไม่เห็นฝุ่น

DC ผู้ไม่เปลี่ยนแปลง กับ Marvel ผู้ไม่ยึดติด

จะเห็นได้ว่าหนังระดับครีมๆ เกือบทุกเรื่องของ Marvel มีรายได้เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่ฝั่ง DC เองในรอบ 5 ปีที่ผ่านมายังไม่มีหนังเรื่องใดที่รายได้เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์

ไม่แปลกที่ข้อมูลจากเว็บไซต์ภาพยนตร์ต่างๆ ในต่างประเทศเคยระบุว่า Marvel ครองสัดส่วนตลาด ภาพยนตร์ Hero มากกว่า 80% เลยทีเดียว

แล้วทำไม Hero ของทาง DC ถึงพ่ายแพ้ Marvel อย่างราบคาบ นั้นเพราะสูตรการทำหนังของ DC ยังยึดติดกับสูตรความสำเร็จเดิมๆ ไม่ตอบโจทย์คอหนังทั่วโลกในเชิง Mass

ผู้ผลิตหนัง Hero ฝั่ง DC อย่างค่าย Warner Bros ยังเชื่อว่าการทำหนัง Hero ควรจะมีโทนหนังมืด บทดูจริงจังซีเรียส เหมือนอย่างที่เคยทำให้หนัง Batman The Dark night ในปี 2008 มีรายได้เกิน 1,000 ล้านดอลลาร์

แต่ผลร้ายที่ตามมาคือจะทำให้ Hero แต่ละตัวมีมิติคาแรคเตอร์ที่ใกล้เคียงกันบนแผ่นฟิล์ม ซึ่งจะทำให้ผู้ชมเบื่อรู่สึกไม่สนุกไปกับหนัง

ผิดกับทางฝั่ง Marvel ที่สร้างมิติคาแรคเตอร์ตัวละครให้มีความหลากหลายเช่น โทนี่ สตาร์คแห่ง Iron man มีลุกซ์ มหาเศรษฐี Playboy ต่อมา Captain america มีความจริงจังกับทุกๆ เรื่อง,หรือจะเป็น Thor ที่พลิกคาแรคเตอร์จากเทพเจ้ามาดเข้มหล่อกระชากใจสาวๆ ให้กลายมาเป็นเทพเจ้ามุกตลกหน้าตาย ที่ถูกใจสร้างเสียงหัวเราะให้มหาชนทั่วโลก

สะท้อนให้เห็นว่า Marvel ไม่ได้ยึดติดกับการทำหนัง Hero และไม่เชื่อว่าหนัง Hero จะต้องมีสูตรสำเร็จตายตัว แต่กล้าที่จะลองอะไรใหม่ๆ พร้อมกับใช้ผู้กำกับหลากหลายคน เพื่อให้ภาพยนตร์ Hero ของตัวเองแต่ละตัวมีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นมีคาแรคเตอร์แตกต่างกันอย่างชัดเจน    

สุดท้ายคือคาแรคเตอร์ที่ทั้ง 2 ค่ายมีอยู่ในมือแตกต่างกันสิ้นเชิงทางฝั่ง DC นั้นคาแรคเตอร์ที่ตัวเองครอบครองส่วนใหญ่จะเป็น Hero ที่มีพลังเหนือมนุษย์มากกว่าทาง Marvel ที่คาแรคเตอร์ส่วนใหญ่จะมีความเป็นมนุษย์มากกว่าทางฝั่ง DC

ทำให้หนัง Hero ของทาง Marvel คนดูทั่วโลกเข้าถึงง่ายแล้วรู้สึกอินเนื้อเรื่องมากกว่าทางฝั่งของ DC เพราะรู้สึกว่า Hero เหล่านี้ใกล้ตัวมากกว่า DC ที่สำคัญ Marvel ยังสามารถผูกตัวละคร Hero แต่ละคนให้มีความสัมพันธ์กันได้อย่างกลมกลืน

จนสามารถสร้างหนังรวมมิตร Hero อย่าง Avengers ทำรายได้ทะลุ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จนมาถึงภาค 3 Infinity war ที่กำลังจะเข้าฉายในช่วงปลายเดือนเมษายนเป็นหนังเฉลิมฉลองครบรอบ 10 ปีของบริษัท Marvel Studio ที่ว่ากันว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่จะมาโค่นแชมป์รายได้สูงสุดตลอดกาลอย่าง AVATAR ที่ทำรายได้ถึง 2,790 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในขณะที่ทางฝั่ง DC ที่รวมมิตร Hero ของตัวเองด้วยหนังอย่าง Justice League เมื่อช่วงปลายปีที่แล้วยังทำรายได้ไม่ถึงครึ่งหากเทียบกับกับ Avengers: Age of Ultron หนังรวมมิตร Hero ภาค 2 ของ Marvel ที่เข้าฉายในปี 2016

ฟังดูเหมือน Hero ของทางฝั่ง Marvel จะแข็งแกร่งครองตลาดคาแรคเตอร์สมบรูณ์แบบ แต่จริงๆ แล้วยังมีคู่แข่งที่สามารถเทียบรัศมี Marvel ได้อย่างสูสี

นั้นคือคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็น ซุนโกคู,เซ็นต์เซย่า,วันพีซ,โดเรมอน แล้วอีกหลายๆตัว ถึงจะไม่สามารถต่อสู้ได้ในตลาดแผ่นฟิล์มได้เหมือนอย่าง Marvel

แต่…ในแง่การจดจำคนทั่วโลกรู้จักกันอย่างดี ตลอดจนคาแรคเตอร์ญี่ปุ่นสร้างเม็ดเงินรายได้ทั้งขาย โมเดล, ลิขสิทธ์ิ,แอนิเมชั่น และอื่นๆอีกมากมาย

เชื่อได้เลยหากวัดเรตติ้งความดัง! รับรอง “ซุน โกคู”  ไม่แพ้  “โทนี่ สตาร์ค” แห่ง Iron man

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s