Category: Uncategorized

4F แบรนด์ที่มาพร้อมกับความท้าทาย ในตลาด sportswear ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดของไทย

เทรนด์รักสุขภาพที่เติบโตขึ้นทุกๆ ปีในไทย เป็นเสมือนบ่อน้ำมันที่ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์กีฬา Global หรือ Local ก็ต่างตบเท้าเข้ามาทำตลาด โดยเฉพาะกับสินค้าอย่าง sportswear ที่มีมูลค่ารวมของตลาดสูงถึง 3,000 ล้านบาท

แม้ภาพรวมของตลาด sportswear จะมีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่ค่อยมีผู้เล่นหน้าใหม่กล้าตบเท้าเข้ามา ด้วยเหตุผลในเรื่องของเจ้าตลาดซึ่งเป็น 2 แบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่คนไทยคุ้นชิน

จนกระทั่งเมื่อสองเดือนก่อนหน้า Marketeer ได้รู้ข่าวว่ามี sportswear สัญชาติโปแลนด์แบรนด์หนึ่งเข้ามาทำตลาดในไทย และแบรนด์ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ก็คือ 4F

ซึ่งก่อนหน้านี้ Marketeer ได้เคยเล่าให้ฟังไปแล้วว่าที่มาที่ไปของ 4F นั้นเป็นอย่างไร ทำไมเจ้าของแบรนด์อย่าง Igor ถึงสามารถทำให้สินค้าที่เคยใส่ท้ายรถขับไปเร่ขายทั่วประเทศ ให้กลายมาเป็นแบรนด์ที่มีโลโก้ไปปรากฎอยู่ในกีฬาโอลิมปิกได้

และจากความสงสัยในบทความก่อนหน้า ก็นำมาสู่การพูดคุยระหว่าง Marketeer กับ คุณพศวีร์ สิงหจินดาวงศ์ Project Manager ของ 4F เกี่ยวกับความท้าทายในประเทศไทย ว่าทำไมแบรนด์ที่มี Position ความเป็นเสื้อผ้ากีฬาเมืองหนาวถึงเลือกที่จะมาทำตลาดในประเทศเมืองร้อนอย่างบ้านเรา

หรือแม้แต่จะทำยังไงให้ชื่อของ 4F เริ่มกลายเป็นที่รู้จักและทำให้คำถามที่ว่า “นี่คือแบรนด์อะไร” หายไปจาก perception ของคนไทย

ด้านล่างนี้คือคำตอบ

คำตอบที่จะทำให้คุณรู้ว่า ถ้าไม่เห็นโอกาสจริงๆ คงไม่มีใครกล้าเอาเงินมาทิ้งในตลาดที่เต็มไปด้วยความท้าทายแบบนี้หรอก!

การแข่งขันสูง สะท้อนถึงโอกาสที่สูงตามไปด้วย

ด้วยความที่เห็นศักยภาพการเติบโตของ sportswear ในประเทศแถบเอเชีย ทีมผู้บริหาร 4F จากประเทศต้นกำเนิดจึงนำแบรนด์มาทดลองในตลาดญี่ปุ่นเป็นที่แรก ด้วยเหตุผลในเรื่องของสภาพอากาศที่สอดคล้องกับ Position ของแบรนด์ซึ่งเป็นเสื้อผ้าสำหรับกีฬาเมืองหนาว

ต่อด้วยประเทศที่สองในเอเชียซึ่งนั่นก็คือบ้านเรา ที่แม้สภาพอากาศจะไม่ได้ตอบโจทย์ Position ของแบรนด์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ถึงอย่างไรเทรนด์การออกกำลังกายเพื่อไลฟ์สไตล์ก็ยังเป็นที่นิยม และทาง 4F ก็มีโปรดักต์ที่ตอบโจทย์ตรงนี้ คือใส่เพื่อเทรนนิ่ง ใส่เพื่อเข้ายิม รวมถึงใส่เป็นแฟชั่นในชีวิตประจำวัน

ที่แม้การแข่งขันในตลาด sportswear ในบ้านเรานั้นจะสูง แต่ 4F ก็จะใช้ความเป็น Sport Lifestyle เข้าสู้ พร้อมกับคุณภาพของโปรดักต์ที่คุ้มค่า และมีราคาที่เป็นมิตรมากกว่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่นที่มีอยู่

รวมถึงการสื่อสารแบรนด์ออกไปในเชิงว่า “การเล่นกีฬามันเป็นเรื่องสนุก เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ไม่ต้องเล่นเก่งก็ได้ เล่นเอาสนุกก็พอ”

เพราะคนที่เล่นกีฬาเพื่อไลฟ์สไตล์ มีแนวโน้มเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อย

คนเล่นกีฬาในบ้านเราจะแบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลักๆ กลุ่มแรกคือคนที่เล่นกีฬาอย่างจริงจังเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง และกลุ่มที่สองคือกลุ่มที่เล่นเพื่อไลฟ์สไตล์ ที่มีกีฬาเพื่อทำให้ชีวิตมี work life balance

ซึ่งพฤติกรรมการซื้อ sportswear ของคนกลุ่มหลัง มักจะมองหาแฟชั่นมากกว่าฟังก์ชัน หากจะเลือกซื้อชุดกีฬาคนกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญในเรื่องของความสวยงามเป็นอันดับแรก และเมื่อแฟชั่นเป็นเรื่องที่มาไวไปไว จึงทำให้คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อย

และนี่ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้ 4F ขายสินค้าได้มากขึ้น เพราะคนที่เล่นกีฬาเพื่อไลฟ์สไตล์ก็คือกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์นั่นเอง

เจาะ Micro Influencer เพื่อทำให้คนเข้าถึงแบรนด์ง่ายขึ้น

เพื่อตอกย้ำความเป็น sportswear เพื่อ sport lifestyle ที่อยากให้ผู้คนรู้ว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก และเป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้แบบง่ายๆ

การทำ Marketing ของ 4F ในช่วงเริ่มต้นจึงเป็นการใช้ Micro Influencer ด้านไลฟ์สไตล์ ที่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบการสวมใส่เสื้อผ้าของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการที่ 4F จะจัด workshop ให้ Influencer และแฟนๆ ของพวกเขามาออกกำลังกายโดยมี 4F เป็นสปอนเซอร์หลัก เพื่อให้ความเป็นแบรนด์ค่อยๆ ซึมลงไปในการรับรู้ของผู้บริโภค แม้จะไม่ได้เป็นการสร้างกระแส แต่ก็เป็นการสร้างความสนใจให้ผู้คนทั้งหลายเกิดความอยากรู้ว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นผ่านตาอยู่บ่อยๆ นี้คือแบรนด์อะไร

และแน่นอนว่าอะไรที่มันค่อยๆ ซึมลงไปในใจ ย่อมสร้างการจดจำได้ดีกว่าการลงอะไรใหญ่ๆ ตู้มเดียวแล้วก็หายไปในอากาศ

เข้าไปเป็นสปอนเซอร์ให้ Sport Event

เพราะสิ่งที่ทำให้ 4F กลายเป็นที่รู้จักในระดับโลก ก็คือการเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับงานกีฬาต่างๆ รวมไปถึงการที่โลโก้ของ 4F ได้ไปปรากฎอยู่บนหน้าอกข้างซ้ายของนักกีฬาสกีทีมชาติโปแลนด์ จนทำให้แบรนด์มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

จึงทำให้ 4F ยังคงที่จะใช้กลยุทธ์การทำ sport event ในไทย โดยในอนาคตมีแพลนที่จะเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับ sport event ที่เป็นไลฟ์สไตล์ เพื่อทำให้คนไทยได้รู้จักแบรนด์มากขึ้นนั่นเอง

ทำ Pop-up Store เพื่อสำรวจตลาด

ไม่ใช่แค่การจับตลาดกีฬาที่เป็นไลฟ์สไตล์ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมี volume ในการซื้อสูงเท่านั้น แต่อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจทำให้ 4F ประสบความสำเร็จในประเทศไทย ก็คือการที่พวกเขา ‘รู้จักตัวเองเป็นอย่างดี’ รู้ว่า Position ของตัวเองนั้นเป็นอย่างไร

เพราะแม้จะเป็นแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในระดับโลก โดยเฉพาะกับประเทศแถบยุโรปตะวันออก จนสามารถพาแบรนด์ตัวเองเข้าไปอยู่ในโอลิมปิกได้ แต่ 4F ก็ไม่เคยหลงหรือคิดเข้าข้างตัวเอง เพราะรู้ว่าไม่อาจใช้สูตรสำเร็จที่ผ่านมากับประเทศที่มีสภาพแวดล้อมและอากาศแบบตรงกันข้ามกับแถบยุโรปได้

การทำตลาดของ 4F ในบ้านเราจึงเป็นแบบ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้แบรนด์เป็นที่รับรู้ด้วยการค่อยๆ ซึมเข้าไปในใจ

หรือกับการขยายสาขา ซึ่งถัดจากสาขาแรกที่ตั้งอยู่บนชั้น 1 ของสยามดิสคัฟเวอรี่ ในสาขาต่อๆ ไปจะอยู่ในรูปแบบของ Pop-up Store เพื่อทดลองตลาดว่าผู้คนจะมีฟีดแบ็กเป็นอย่างไร ถือเป็นวิธีที่ฉลาดในการทำธุรกิจกับตลาดที่ยังไม่มั่นใจว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไรนั่นเอง

ภายใน 3 ปี 4F จะต้อง Mass ในหมู่คนไทย

สำหรับในประเทศไทย 4F ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าภายใน 3 ปี แบรนด์จะต้องเริ่มเป็นที่รู้จักในระดับ Mass ด้วยกลยุทธ์การขยายหน้าร้านเป็น 5 สาขา ที่จะกระจายอยู่โซนในเมืองแต่เป็นรอบนอก อย่างลาดพร้าว บางนา หรือพระราม 9 เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้วภายในปีหน้า 4F จะจัดงาน Grand Opening ของแบรนด์ ซึ่งจะมีการใช้ Brand Ambassador มาช่วยถ่ายทอดความเป็น 4F ให้ชัดเจนและเข้าถึงผู้บริโภคที่เป็นคนไทยได้มากขึ้น

และเมื่อแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ก็เตรียมกลยุทธ์สู่การเผยแพร่ไปยังสื่อออฟไลน์ เพื่อเป้าหมายที่ทำให้ 4F กลายเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ sportswear ที่คนไทยมีความคุ้นชิน

หรืออาจเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ทำให้ผู้เล่นเดิมในตลาดต้องหันมามองในฐานะคู่แข่งคนสำคัญก็เป็นได้!

“บัตรกรุงศรี” รีแบรนด์ใหม่ เน้นเจาะกลุ่ม “Gen Y” หวังยอดใช้จ่ายโตทะลุเป้า

บัตรเครดิตกรุงศรี เดินหน้า รีแบรนดิ้ง ให้ชัดเจนมากขึ้นด้วยแนวคิด “ที่สุด…ทุกสิ่ง” มุ่งเจาะกลุ่ม Gen Y พร้อมตั้งเป้าเพิ่มยอดใช้จ่ายเติบโต 10% และเพิ่มจำนวนบัตรเป็น 2.2 ล้านบัญชีในสิ้นปี

ที่สุด…ทุกสิ่ง แนวคิดที่พร้อมกับความทันสมัยมากขึ้น

สมหวัง โตรักตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด กล่าวว่า

“10 ปี ที่ผ่านมา บัตรกรุงศรี มีหลากหลายรู้แบบมากทั้งแบบ Mass, Co-Brand และแบบ Promotion โดยเราเน้นการส่งเสริมการขายหนักมากในช่วงที่ผ่านมาจนมีบัตรต่างๆ ออกมาอย่างมากมาย จนทำให้ลูกค้าไม่สามารถเห็นภาพลักษณ์ของบัตรกรุงศรีได้อย่างชัดเจน และด้วยเหตุนี้จึงถึงเวลาที่เราต้องการ รีแบรนด์ใหม่ ด้วยการนำจุดเด่นออกมาและสานต่อด้วยแนวคิด ที่สุด…ทุกสิ่ง”

การรีแบรนด์ใหม่ในครั้งนี้ เพื่อให้แบรนด์บัตรเครดิตกรุงศรี เป็นแบรนด์ที่ลูกค้านึกถึงและใช้จ่ายเป็นบัตรหลัก ทั้งสำหรับกลุ่มลูกค้าเดิม ซึ่งเป็นวัยทำงานที่อายุราว 35-45 ปี และเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่เป็น Gen Y อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป

“ถึงเราจะมีบัตรให้เลือกที่หลากหลาย แต่ภาพลักษณ์ที่ลูกค้าจดจำยังไม่ชัดเจนนัก เราจึงต้องการปรับภาพลักษณ์ให้โดดเด่นขึ้น โดยเน้นสื่อสารถึงจุดเด่นของบัตรเครดิตกรุงศรี ที่มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ได้อย่างตอบโจทย์ ทั้งกลุ่มลูกค้าพรีเมียม กลุ่มไลฟ์สไตล์เฉพาะด้าน ไปจนถึงกลุ่มบัตร Co-Brand รวมทั้งยังมอบสิทธิประโยชน์ และโปรโมชั่นที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า และสามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทั้งในเรื่อง กิน เที่ยว ช้อปปิ้ง และไลฟ์สไตล์เฉพาะด้านแบบต่างๆ ได้แบบรู้ใจ ทันใจ และโดนใจ จึงเป็นที่มาของแนวคิด”

ปัจจุบันบัตรกรุงศรีมีฐานลูกค้าที่ 2 ล้านบัตร มีการ Active กว่า 70% แต่กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ถึง 70% ยังคงมีอายุเฉลี่ยที่ 35-45 ปี โดยกลุ่มลูกค้า Gen Y มีฐานลูกค้าเพียงแค่ 20% 

สำหรับการรีแบรนด์ในครั้งนี้ บัตรกรุงศรี ได้ตั้งเป้าเพิ่มฐานลูกค้าอีก 200,000 บัตร จากเดิม 2 ล้านบัตร เป็น 2.2 ล้านบัตร แต่ในครึ่งปีที่ผ่านมามียอดบัตรเพิ่มขึ้นแล้วกว่า 150,000 บัตร ทำให้ในช่วงเวลาที่เหลือก่อนสิ้นปีตั้งเป้าเพิ่มจากเดิม 200,000 บัตร เป็น 300,000 บัตร โดยเน้นเจาะกลุ่ม Gen Y ในพอร์ตจากเดิม 20% เป็น 30% ในปีหน้า

ด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตกรุงศรี ในครึ่งปีที่ผ่านมา ยังเติบโตได้ดี โดยมีอัตราการเติบโต 9% กว่า หรือประมาณ 90,000 ล้านบาท จากเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งเป้าเติบโต 10% หรือคิดเป็นวงเงิน 190,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ปัจจุบันอยู่ที่ 1.1% ซึ่งต่ำกว่าระบบโดยรวม และสิ้นปีน่าจะต่ำกว่า 1%

และสำหรับการ “รีแบรนด์” ของบัตรกรุงศรีในครั้งนี้ใช้งบประมาณไปทั้งสิ้น 40 ล้านบาท

เน้นสื่อสารแบรนด์ผ่านโฆษณาบน Online 

และเพื่อสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ดู สดใส ชัดเจน และทันสมัยมากขึ้น มุ่งเน้นการสื่อสารแบรนด์ผ่านหนังโฆษณาออนไลน์ 3 เรื่อง โดยแต่ละเรื่องจะนำเสนอความเป็นที่สุด ในแบบที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องที่สุดของการให้ ที่สุดของความชอบ  และที่สุดของการเดินทาง เพื่อสื่อถึงจุดเด่นของบัตรเครดิตกรุงศรี ที่สามารถเติมเต็มที่สุดแห่งประสบการณ์ที่หลากหลายในสไตล์ของแต่ละคน ผ่านสื่อดิจิตอลและสื่อโซเชียล มีเดีย

นอกจากนี้ยังมีการสื่อโฆษณา Out-of-home  ต่าง ๆ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อการตลาดของบัตรเครดิตกรุงศรี รวมถึงสื่อที่สาขาธนาคารกรุงศรีอยุธยา เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยทำงาน อายุ 20 ปีขึ้นไป รวมถึงกลุ่มลูกค้าเดิมของบัตรเครดิตกรุงศรี

คลิกเบาๆ เพื่อรับชม

ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ บัตรเครดิตกรุงศรี ยังมีแผนจะรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยจะปรับทั้งผลิตภัณฑ์ โปรโมชั่น และบริการ ในส่วนของผลิตภัณฑ์บัตรเครดิต จะมีการปรับสิทธิประโยชน์หลักของผลิตภัณฑ์ทั้งในกลุ่มพรีเมียม และกลุ่มลูกค้าแมส ให้ใช้จ่ายได้ง่ายขึ้น และตรงกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่มยิ่งขึ้น เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับบัตรที่มีสิทธิประโยชน์หลักสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของตน

ยกตัวอย่างเช่น การปรับสิทธิประโยชน์ของบัตรกรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ซิกเนเจอร์ ที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา หรือบัตรกรุงศรี เจซีบี แพลทินัมที่มอบสิทธิประโยชน์ใหม่ กินอะไรก็ได้เครดิตเงินคืน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวและมีไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย รวมทั้งยังมีแผนจะออกผลิตภัณฑ์บัตรโคแบรนด์ใหม่ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะส่งเสริมการขายเพิ่มเติม โดยมีแผนจะนำเสนอบัตรเครดิตกรุงศรีในกลุ่มไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสมกับลูกค้า เพิ่มเติมเป็นบัตรใบที่สองให้กับกลุ่มลูกค้าที่ถือบัตรเครดิตกรุงศรีเป็นบัตรหลักอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มจำนวนบัตรใหม่อีกทางหนึ่ง”


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ดิจิทัลทีวี Grammy ปาดเหงื่อ แต่…ต้องไปต่อ

หลังจากขายสารพัดธุรกิจที่คิดว่าไม่มี “อนาคต” เพื่อนำเงินมาระดมทุนในธุรกิจ “ทีวีดิจิทัล” ก็ดูจะยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ Grammy มีลมหายใจบนหน้าจอทีวี

ทำให้ต้องเติมถัง “ออกซิเจน” ด้วยการ “ขายหุ้น” ทั้ง 2 ช่องเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา

ช่อง ONE ถูก “กลุ่มปราสาททองโอสถ” เจ้าของ PPTV ชอปปิ้งด้วยเงิน 1,900 ล้านบาท จนได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุด

GMM 25 ทายาทเบียร์ช้างอย่าง “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” ควักเงิน 1,000 ล้านบาท จนได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ถึง Grammy จะมีการระดมทุนหนักหน่วง แต่สถานการณ์ในการทำธุรกิจทีวี ก็ยังไม่พบเจอกับคำว่า “กำไร”

 

ปลี่ยนเกม…แต่ก็ยังขาดทุน 

ขณะที่ข้อมูลล่าสุดภาพรวมธุรกิจทั้งหมดของ Grammy ไตรมาสแรกปี 2018 ยังขาดทุน 38 ล้านบาท และแน่นอนธุรกิจที่ก่อให้เกิดการขาดทุนครั้งนี้ก็ยังคงเป็น “ทีวีดิจิทัล”

แม้ก่อนหน้านี้ในปี 2017 ที่ผ่านมา Grammy จะประกาศว่าจะหันมาเป็นผู้ผลิตรายการหรือที่เรียกว่า content provider ป้อนให้ทีวีช่องอื่นๆ และทางออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นใน Line TV และ Youtube แม้จะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม แต่บวกลบแล้วผลลัพธ์ทางธุรกิจกลับขาดทุนหนักกว่าเดิมเสียอีก

สะท้อนจากตัวเลขรายได้ปี 2017 Grammy มีรายได้จาก 2 ช่องทีวีดิจิทัลคือ 1,421 ล้านบาทเติบโตถึง 25% แต่เชื่อไหมว่ากลับขาดทุนถึง 1,136 ล้านบาท มากกว่าปี 2016 ที่ขาดทุนอยู่ 885 ล้านบาท

นั่นแปลว่าวิธีการหารายได้ช่องทางใหม่อย่างการเป็น Content Provider ในภาพรวมของธุรกิจ Grammy ยังไม่มากพอที่จะมาทดแทนเม็ดเงินโฆษณาที่เข้ามาน้อยลง

ช่อง ONE ละครที่ต้องแข่งดุ

ถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด บอกว่าช่อง ONE มีเรตติ้งเติบโตต่อเนื่องกลายเป็น 1 ใน 5 ช่องทีวีที่ได้รับความนิยมสูงสุด ณ ปัจจุบัน มียอดคนดูเฉลี่ย 4.3 ล้านคนต่อนาที 

“จุดขาย” ช่อง ONE คือเลือกใช้ “ละคร” ที่เป็น Content อันดับ 1 ที่ผู้ชมชื่นชอบ แต่นี่ก็คือ Content ที่มีต้นทุนในการผลิตสูงเป็นอันดับ 1 เช่นกัน ที่สำคัญช่อง 7 และ ช่อง 3 เองก็มีฐานแฟนคลับละครหลังข่าวที่เหนียวแน่น

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น พฤติกรรมผู้ชมเองก็มีทางเลือกการรับชม Content มากขึ้นกว่าในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช่องทีวีดิจิทัลที่มีถึง 24 ช่อง และสุดท้ายคือในออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นในคลิปใน Youtube และใน Facebook

เมื่อเรตติ้งถูกแชร์ไปในหลายๆ ช่องทางอื่นๆ กลุ่มทีวีดิจิทัลจึงต้อง “ลด แลก แจก แถม” ในการขายโฆษณา ช่อง One เองก็เช่นกัน ที่ในปีที่แล้วก็มีการทำโปรโมชันลดราคาเวลาโฆษณา 30-40 % และในปี 2018 ก็เช่นกันที่ยังมีการลดราคาโฆษณาแต่ยังไม่มีข้อมูลระบุชัดเจนว่าลดจำนวนเท่าไร

GMM 25 เปลี่ยนตั้งแต่ผู้บริหารยันวิธีคิด

ในขณะที่อีกหนึ่งช่องของ Grammy อย่าง GMM 25 ที่มีฐานกลุ่มผู้ชมอายุ 15-34 ปี เป็นคนรุ่นใหม่คนทันสมัย หรืออาจจะเป็นคนที่อายุมากกว่า 34 ปี แต่ยังชอบชมรายการวัยรุ่น ไลฟ์สไตล์

แต่นับตั้งแต่ทายาทเบียร์ช้างอย่าง “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน GMM 25 ก็มีการปรับโครงสร้างมากมาย และมีการโยกย้ายตำแหน่งผู้บริหารภายใน

เพื่อเปลี่ยนวิธีคิดในการทำธุรกิจ เป้าหมายคือต้องการให้ช่อง GMM 25 ขยายฐานผู้ชมให้ Mass มากขึ้นกว่าเดิม

เพราะ “จุดอ่อน” ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารรุ่นเก่า คือที่ผ่านมาไม่สามารถมีตัวเลขเรตติ้งสูงๆ เพื่อนำไปสร้างรายได้ให้แก่บริษัท

ก้าวแรกในการแก้ไขคือการใช้ “จุดแข็ง” ของตัวเองที่มีช่องทางหลากหลาย ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า “Expand” นำเสนอ Content ผ่าน 3 ช่องทางคือ

On Air ทีวีช่อง GMM 25 และคลื่นวิทยุ Green Wave, EFM และวิทยุออนไลน์ Chill Online

Online ที่มีทั้ง GMM25 Application, A time Online Application

On Ground ที่มีทั้งจัดคอนเสิร์ต บริษัททัวร์ A time Traveler

ทำให้วิธีการขายโฆษณาหารายได้นั้น GMM 25 จะขายเป็นแพ็คเกจ เพื่อเสนอความคุ้มค่าให้แก่แบรนด์สินค้าและเอเจนซี่ที่ซื้อโฆษณามากกว่าขายนาทีโฆษณาทีวีอย่างเดียว

เพราะนี้คือทางออกของ GMM 25 ที่มีเรตติ้งอยู่ที่อันดับ 14-15 ของสนามทีวีดิจิทัล และต้องยอมรับว่าเม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวี ณ วันนี้ไปกระจุกตัวรวมกันอยู่แค่ในกลุ่ม Top 5 ที่มีเรตติ้งสูงสุด

 นอกนั้นช่องอื่นๆ ที่เหลือการจะได้รายได้จากการขายโฆษณาต้องลุ้นกันเหนื่อยเลยทีเดียว ทำให้ GMM 25 ต้องหาวิธีเสิร์ฟความคุ้มค่าเพื่อให้แบรนด์สินค้าซื้อโฆษณาช่องตัวเอง

ถึงอย่างไรเรื่องการทำธุรกิจทีวีให้กำไรก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ในอนาคตจะต้องทำให้ GMM 25 เข้าไปถึงกลุ่มเป้าหมาย Mass ทุกเพศ ทุกวัย

เพราะนี่คือช่องที่ผู้ถือหุ้นใหญ่คือทายาท บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่มีแบรนด์สินค้าอยู่ในมือมากมาย และยังมีธุรกิจอสังหาทรัพย์อีกเยอะ

แล้ว GMM 25 ที่มีสื่อครบครันอยู่ในมือ จึงถือเป็นอาวุธการตลาดอีกชิ้นของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ที่จะใช้สื่อสารสินค้าของตัวเองไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศ

การใช้เงิน 1,000 ล้านบาทเพื่อแลกกับการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มีอำนาจในการตัดสินใจใน GMM 25

หากมองในระยะยาวไม่ว่าจะเหลี่ยมไหน ก็คุ้มค่าต่อการลงทุน 

 

ให้พลังเต็มที่กับงานที่คิดว่า “ใช่” แต่กลับแน่ใจว่า “ไม่ใช่”

เรียนมาอย่าง ทำงานอีกอย่าง 

ในตำราบอกมาแค่นี้ โลกความเป็นจริงข้างนอกกลับมีอะไรมากมายมหาศาล`

เป็นปัญหาของหนุ่ม-สาว วัยทำงานจำนวนมากในวันนี้

เช่นเดียว “เอ็ม”  ธีรยา ธีรนาคนาท หนึ่งใน Co-founder and CEO บริษัท CareerVisa Digital ที่เคย “หลงทาง” เช่นกัน

อดีตนักเรียนทุนบอกว่าตัวเอง “หลงทาง”

ทั้งๆที่ เส้นทางที่เอ็มเลือกน่าจะเป็นเส้นทางที่ใช่ที่สุดๆ แล้ว เพราะทุกอย่างดูดี ไปหมด  เธอเป็นอดีตพนักงานทุน และ Management Trainee ของ บมจ. ปตท. มีประสบการณ์ด้านการเงิน พัฒนาธุรกิจ และการตลาด ในไทย ลาว ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์

จบ MBA Kellogg School of Management, Northwestern University ด้วยทุนของ ปตท. เส้นทางข้างหน้าที่แสนสดใส  แต่อยู่ๆ กลับเป็นสาวมั่น กล้าขัดใจพ่อแม่ ลาออกจากงานที่มั่นคง อย่างเริ่ดๆ เพื่อมาเริ่มต้นใหม่กับบริษัทเล็กๆ ที่ร่วมกันทำกับเพื่อนๆ  

มาฟังเธอเล่ากันดีกว่า ว่าชีวิตเกิดอะไรขึ้น

เสียงใสๆ ของเธอเริ่มเล่าตั้งแต่ตอนเป็นเด็กว่า เป็นเด็กที่อยู่ในกรอบ ชีวิตเดินตามเส้นทางที่พ่อแม่วางไว้อย่างเป็นระเบียบ ตั้งแต่เรียนชั้นประถมจนสอบเข้ามหาวิทยาลัย ไม่เคยคิดแตกแถว ไม่คิดว่าต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง และเรียนให้เก่งๆ เหมือนพี่สาว เพื่อให้พ่อแม่ภูมิใจ  

“แล้วเอ็มก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองต้องค้นหาว่าชอบอะไร พ่อแม่ทำงานธนาคารทั้งคู่ ก็เลยต้องการให้เรียนด้านการเงิน ก็มุ่งมั่นเข้าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เรียนได้นะคะ แต่เริ่มรู้ล่ะว่าไม่ได้ชอบ”

ไม่ชอบ แต่เป็นคนที่ตั้งใจจะทำอะไรแล้วต้องทำได้ดี  มีอยู่ช่วงหนึ่งต้องสมัครเข้าแข่งขันโครงการ YFS (Young Financial Star) ก็ตั้งใจทำมาก นั่งวิเคราะห์หุ้นตัวต่างๆ แทบไม่ได้หลับได้นอน ทั้งๆ ที่บางครั้งคิดว่าทำไมฉันต้องมาอยู่กับอะไรพวกนี้  แต่ในที่สุดก็คว้ารางวัลอันดับ 2 ของประเทศ

จนเรียนจบ พ่อแม่ก็อยากให้เข้าไปทำงานที่ ปตท. ตามสูตรของพ่อแม่ส่วนใหญ่ เพราะมองว่าเป็นรัฐวิสาหกิจใหญ่โต มั่นคง สวัสดิการดี

“ตอนนั้นเริ่มมีความรู้สึกขัดแย้งนิดๆ เพราะเรียนจบ มธ. อินเตอร์ อยากไปทำงานบริษัทอินเตอร์มากกว่า แต่ว่า ก็เออ แบบไม่เป็นไร ก็สมัครไปไม่เสียหายอะไร ก็ได้เข้าไปทำ หลังจากนั้นก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกา    

ความรู้สึกของเธอในตอนนั้นฝันไกลถึงการเป็น CEO บริษัทใดบริษัทหนึ่งในเครือปตท. อยากเป็นTop  ของสายงานที่ทำ อยากเป็นคนที่ได้รับการยอมรับ ทุกคนชื่นชม จริงๆ คือตอนนั้นไม่รู้เลยว่าตัวเองชอบอะไรแน่ แต่อยากเป็นคนที่เจ๋งที่สุดแค่นั้น

การเป็นเด็กทุนต้องหมุนการทำงานไปเรื่อยๆ เป็นการได้เรียนรู้ฝึกทักษะในหลายเรื่อง ได้ย้ายจากไฟแนนซ์ไปมาร์เก็ตติ้ง ย้ายไปส่วน business development ได้มีส่วนสร้างธุรกิจใหม่ที่ท้าทาย แต่ก็ยิ่งเห็นตัวเองชัดเจนขึ้นว่า จริงๆ แล้วตัวเองเป็นแค่เฟืองตัวเล็กๆ เป็นแค่เครื่องมือตัวหนึ่งของระบบการทำงาน ที่ต้องทำงานหนัก แต่เปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรได้ยาก

 สิ่งที่เธอสรุปได้ในช่วงชีวิตของวันนั้นก็คือ

“เราอาจจะไม่ได้ทำในสิ่งที่เราชอบ แต่เราทำในสิ่งที่สังคมชื่นชม และพ่อแม่มีความสุขมากในการที่ลูกสาวได้ทำงาน ปตท. ได้ทุนมหาวิทยาลัยดังของโลก”

 สิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจให้เธอกลับมาถามตัวเองว่า ชีวิตต้องการอะไร เกิดจากศาสตราจารย์คนหนึ่งที่ Kellogg เคยให้เธอได้สะท้อนตัวเองออกมาว่าใน 1 สัปดานี้ทำอะไรไปบ้าง มีอะไรที่น่าภูมิใจ แล้วมีอะไรที่ไม่น่าทำ แล้วเราจะแก้ไขยังไง

“เอ็มชื่นชมอาจารย์คนนี้มาก เขาเคยเป็น CEO ของบริษัทยาใหญ่ระดับต้นๆในอเมริกา สามารถไต่จากพนักงานระดับล่างไปจนถึงผู้บริหาร ยึดมั่นในสิ่งที่เขาให้ความสำคัญจริงๆ โดยที่หลายครั้งการตัดสินใจยากมาก และจำเป็นต้องเลือกเส้นทางที่ไม่อยากไป แต่เขายังสามารถภูมิใจในตัวเองได้ ”        

เมื่อถามตัวเองบ่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมบางครั้งตัวเองไม่อินกับงาน แล้วเราต้องการอะไร คำตอบที่ได้ คือต้องการสร้างอะไรใหม่ๆ ที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคม เป็นตำนานให้คนพูดถึง

ในช่วงเวลานั้น เธอได้เจอกับพิน เกษมศิริ (พิน) ที่มีประสบการณ์การทำงานในบริษัท Advertising Agency McCann Worldgroup, Wunderman และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนของ PriceWaterhouse Coopers ปัจจุบันได้รับทุนการศึกษา MBA เต็มจำนวนจากวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล

พินได้เริ่มทำ CareerVisa  เป็นบริษัทเล็กๆ มาก่อน โดยต้องการพัฒนาศักยภาพทางอาชีพ ช่วยให้นิสิต นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ค้นหาอาชีพที่ใช่ และจากไซด์โปรเจ็กต์กลายเป็นธุรกิจที่เอ็มยอมลาออกจาก ปตท. และลงมาทำเต็มตัว โดยมีวิชั่นว่าต้องการให้เป็นเหมือน Social Enterprise มากกว่าเป็นธุรกิจทั่วๆ ไปด้วย  

 “เราเข้าใจดีว่าเด็กที่ไม่มีประสบการณ์ใดๆ เขาก็ไม่พร้อมที่จะทำงาน ลึกลงไปอีกคือ เขาไม่รู้เป้าหมายอาชีพของตัวเอง ไม่รู้เป้าหมายชีวิต ซึ่งเหมือนเอ็มตอนนั้นเลย ”

 เธอกับเพื่อนๆ ได้พัฒนาหลักสูตรหนึ่งขึ้นมาคือ Career Design ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในวิชา Professional Development and Design Thinking ในหลักสูตร EBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เอ็มผู้ร่วมก่อตั้งเป็นผู้สอน

ประกอบไปด้วย Framework ชื่อ 5 Shades of life ที่จะช่วยให้เด็กเข้าใจตัวเอง และวิเคราะห์อาชีพใน 5 ด้าน  

 

 5 Shades of life

1. Skill and Interest ทักษะและความสนใจ  ทักษะนี้คือสิ่งที่เขามีอยู่แล้วแต่ดึงความสนใจในเรื่องอะไรที่จะไปพัฒนาทักษะนั้น

2. Personality and people to work with บุคลิกภาพ และคนที่เราเหมาะจะทำงานด้วย

คนคนหนึ่งมีชีวิตในการทำงานประมาณ 8 หมื่นชั่วโมง จะดีกว่ามั้ยถ้าเราได้ทำงานร่วมกับคนที่เราอยากเป็นแบบเขา เพราะถ้าเราไม่ชอบคนที่อะไรๆ ก็ดราม่าๆ แต่เราต้องไปอยู่กับคนแบบนั้นตลอดจนกลายเป็นคนแบบนั้นในที่สุด จะทำให้เราไม่ชอบตัวเอง ไม่มีความสุข”

3. Working condition สภาพแวดล้อมในการทำงาน คือเด็กรุ่นใหม่บางคนต่อให้อยู่ไหนไกลๆ ฉันก็ทำงานได้ นั่งอยู่คาเฟ่ก็ทำงานได้ เพราะฉะนั้นสามารถเลือกได้ว่าวันนี้จะไปทำที่ไหน หรือคุณโอเคกับทำที่ออฟฟิศ

4. Lifestyle รูปแบบการใช้ชีวิต บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องเลือกงานที่ได้เงินเดือนสูงกว่าเสมอไป ถ้าอีกงานแม้เงินเดือนน้อยกว่า แต่ทำให้มีวิถีชีวิตที่มีความสุขกว่าก็ต้องเลือก

5. Personal Core Value ค่านิยมของเราคืออะไร แล้วงานนั้นจะตอบโจทย์ค่านิยมของเราหรือเปล่า  

เธอมั่นใจว่าจากจุดนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง (Social Impact) เพราะได้คัดเลือกและปั้นคนที่มีคุณภาพเข้าไปอยู่ในองค์กร ทำให้นายจ้างและลูกจ้างได้ประโยชน์ ขณะเดียวกันยังเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ช่วยผลักดันธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งได้

เริ่มธุรกิจ แบบ Social Enterprise

ลักษณะการทำงานของ CareerVisa ที่จะเป็น Social Enterprise (SE) แบ่งเป็น 3 เรื่องหลักๆ คือ

1. การจัด One Day Event ฟรีให้กับเด็กๆ โดยมีองค์กรต่างๆ เป็นคนซัปพอร์ต เช่น google ดีแทค กรุงศรี TMB ที่จะมาพูดให้ฟังว่า โลกแห่งการทำงานมันเป็นยังไง เป็นการพูดแบบสร้างแรงบันดาลใจ และยังมี Career Coach ซึ่งเป็นคนที่ทำงานจริงๆ หลากหลายอาชีพเข้ามาคุย

2. Career Design รับจัดเวิร์กชอปกับสถาบันการศึกษา เช่น จุฬาฯ มหิดลฯ เอแบค

3. Career Launcher เป็นโครงการที่เราส่งเด็กไปทำงานในสตาร์ทอัพ เพื่อจะพัฒนาความเป็นผู้ประกอบการให้เขา แต่สามารถนำไปใช้ในองค์กรได้ด้วย โดยปีนี้เด็ก 30 คนได้รับการสนับสนุนจาก NIA: National Innovation Agency

ทั้ง 3 ส่วนนี้ทำรายได้เลี้ยงตัวเองและเธอยังถือว่าเป็น SE เพราะเป็นธุรกิจที่เชื่อว่าสามารถสร้างโซเซียลอิมแพ็คได้    

“ทั้งหมดที่ทำ เหนื่อย กำไรน้อย ก็ไม่เป็นไรเพราะมันดีต่อใจค่ะ แต่ที่ต้องคิดหนักเพราะการเป็นออฟไลน์ทำให้ขนาดของธุรกิจยังเล็กมาก”

จากออฟไลน์กำลังพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์แบบสตาร์ทอัพเพื่อขยายผล กระทบทางสังคมไปสู่คนรุ่นใหม่จำนวนมาก ทั้งในไทยและประเทศในภูมิภาค โดยกำลังพัฒนา Personalized Career Development Platform ที่จะช่วยคนรุ่นใหม่ใน 4 เรื่องคือ  

1. ทำความรู้จักอาชีพใหม่ๆ โดยการปรึกษาตัวต่อตัวกับผู้มีประสบการณ์จริงในหลากหลายอาชีพ และประสบการณ์การศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก และผ่านคลิปสัมภาษณ์ โดยสามารถพูดคุยกันได้ทุกที่ทุกเวลา

2. ประเมินอาชีพที่เหมาะสมโดยระบบจะวิเคราะห์จาก 5 ด้านของผู้ใช้ ผ่านแบบทดสอบจากหลักสูตร Career Design

3. พัฒนาตนเองเพื่อไปสู่อาชีพที่เหมาะสม โดยระบบจะให้คำแนะนำ

4. สมัครงานในตำแหน่งหรือองค์กรที่เป็นเป้าหมายอาชีพของตนเอง

ทุกอย่างกำลังเริ่มต้นทดลองเพื่อศึกษาดูว่ามีความต้องการมากจริงๆ หรือเปล่า และจะพัฒนาแบบไหนให้ตอบโจทย์น้องๆ มากที่สุด ก่อนที่จะลงทุนพัฒนาอย่างเต็มตัว

ปัจจุบัน เริ่มมีนักลงทุนที่สนใจเข้ามาบ้างแล้วแต่ก็ต้องยอมรับว่า ความตั้งใจของผู้ก่อตั้งคือการเป็น Social Enterprise ดังนั้นการคาดหวังเงินตอบแทนเยอะๆ แล้วมาบังคับให้เปลี่ยนวิชั่นก็ไม่ได้เหมือนกัน

เธอยืนยันว่าโดยเนื้อแท้ยังต้องการสร้างเป็น Social impact และต้องการนำพาเด็กไปสู่อาชีพที่ใช่ แล้วเอ็มกับเพื่อนๆ ต้องรักษาหัวใจเรื่องนี้ไว้ให้ได้

“ไม่อยากหลงทางอีกเป็นครั้งที่ 2 ค่ะ” เธอปิดท้ายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

 

 

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline